- 13 มิ.ย. 2565
- ยาว 3 นาที
ปัจจุบันและอนาคตของโลก “โลจิสติกส์” กับโอกาสของวงการธุรกิจยุคใหม่ กับ ผศ. ดร. กานดา บุญโสธรสถิตย์


Disruptive Technology จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกได้อย่างไร? เทคโนโลยีจะกลายเป็นแกนหลักของโลกในอนาคตอันใกล้นี้รึเปล่า? แล้ววงการโลจิสติกส์จะรับมือความเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์ได้ยังไง? ซี ฉัตรประวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ พิธีกรหญิง ฉายาเจ้าหญิงแห่งวงการไอที เจ้าของและผู้ดำเนินรายการ The Futurist รายการ Podcast ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม สัมภาษณ์พิเศษ ผศ. ดร. กานดา บุญโสธรสถิตย์ (อาจารย์กุ๊ก) ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ และ หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมโลจิสติกส์ (Login) บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เล่าถึงความก้าวหน้าของวงการโลจิสติกส์ในประเทศไทย และโอกาสในการพัฒนาของวงการโลจิสติกส์ไทยในอนาคต โดยเฉพาะ warehouse หรือ คลังสินค้า ที่ปัจจุบัน smart warehouse กลายเป็นเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการไทยจับต้องได้ง่ายขึ้น
“โลจิสติกส์” คืออะไร และ ณ วันนี้โลกของโลจิสติกส์เป็นอย่างไร
“คนทั่วไปถ้าไม่ใช่อยู่ในวงการวิชาการ จะมองคำว่า “โลจิสติกส์” เป็นเรื่องการขนส่ง เพราะว่าถ้าเราเห็นชื่อบริษัทที่ติดอยู่บนรถตู้ รถขนส่ง จะเป็นชื่อ แล้วตามด้วยคำว่า โลจิสติกส์ ก็เลยจะเข้าใจผิดว่า การขนส่ง คือ โลจิสติกส์ แต่จริงๆ แล้ว โลจิสติกส์ นิยามสั้นๆ เลย คล้ายๆ กับ movement of things (การเคลื่อนที่ของสรรพสิ่ง) อะไรก็ตามที่เคลื่อนที่จากจุดหนึ่ง ไปอีกจุดหนึ่ง ถ้าเห็นชัดๆ คือ การขนของจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ก็คือ กิจกรรมหนึ่งของโลจิสติกส์, การเคลื่อนย้ายของในโรงงาน ก็เป็นโลจิสติกส์เหมือนกัน ยังมีเรื่องของการสั่งซื้อสินค้า ออร์เดอร์ที่วิ่งไปมา information ที่วิ่งไปมา ก็คือโลจิสติกส์เหมือนกัน” ผศ. ดร. กานดา บุญโสธรสถิตย์ อธิบาย
ระบบโลจิสติกส์ในเมืองไทยที่ใช้กันอยู่หลักๆ มีกี่แบบ
ผศ. ดร. กานดา เล่าว่า “รูปแบบการกระจายสินค้า มีภาพที่ค่อนข้างชัดเจนมาก เรียกว่า distribution strategy อย่างเช่นไปรษณีย์ไทย ก็ใช้กลยุทธ์ hub and spoke คือ มีการตั้งสาขาทั่วไปตามพื้นที่เพื่อให้บริการ (spoke) มีการไปเก็บพัสดุไปรษณีย์และส่งกลับมาที่หน่วยคัดแยกพัสดุ (hub) กลับไปยังสาขานั้นๆ เพื่อกระจายไปตามที่ต่างๆ เพื่อส่งพัสดให้กับลูกค้า ภาพนี้คือกลยุทธ์การการกระจายสินค้ารูปแบบหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับ E-Commerce หรือ ไปรษณีย์ไทย”
“ยังมีรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะกับธุรกิจรูปแบบอื่นที่ต่างออกไป เช่น cross-docking ซึ่งเหมาะกับศูนย์กระจายสินค้า (distribution center) แทนการกระจายสินค้าแบบเก่าที่ ลูกค้าสั่งซื้อจาก supplier ร้อยราย ทั้งร้อยรายจะต้องวิ่งตรงไปที่ลูกค้า เพราะฉะนั้นต้นทุนการขนส่งแพงมาก เพราะต่างคนต่างส่ง จึงมีการตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้นมา ซึ่งศูนย์กระจายสินค้าจะแตกต่างจาก warehouse โดยศูนย์กระจายสินค้ามีหน้าที่ในการรับของมา แล้วส่งของไปให้ลูกค้าเลย โดยไม่มีการจัดเก็บสินค้าเหมือน warehouse เพราะฉะนั้น cross-docking จะมีหน้าที่รวบรวมสินค้าหลาย SKU จาก supplier หลายราย และนำมาคัดแยกตามที่อยู่ของลูกค้าในแต่ละโซน เพื่อจัดส่งไปให้ลูกค้าแต่ละรายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น strategy แต่ละแบบ ไม่ได้เหมาะกับทุกองค์กร มันต้องคัดสรร” หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมโลจิสติกส์ กล่าว
ความนิยมของ Cross-Docking ปัจจุบันเป็นอย่างไร
“Cross-Docking มีมานานมากแล้ว ปัจจุบันใช้กันค่อนข้างเยอะ สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มี supplier หลายราย และลูกค้าหลายราย จะเหมาะมาก ในไทยมีเยอะ ส่วนใหญ่จะทำกัน เช่น บริษัทไทยบริษัทหนึ่ง จะมี distribution center อยู่ตรงลาดกระบัง เป็นจุดกระจายสินค้าไปตามภาคต่างๆ ชี้ให้เห็นภาพว่า หากเรามี supplier เป็นพันๆ เจ้า ลูกค้าอีกเป็นหมื่นๆ เจ้า คำถามคือเราใช้วิธีดั้งเดิม (manual) ไม่ไหว เราจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาจับแล้ว แม้แต่บริษัทไทย ไม่ต้องบริษัทใหญ่มากก็นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แล้ว อย่าง บริษัทขนส่ง จะนำเอา TMS (Transport Management System) เข้ามาใช้ ถ้าพ่วงๆ ไปด้วย ก็เอา WMS (Warehouse Management System) มาใช้ด้วย ซึ่ง 2 โมดูลนี้ เป็นโมดูลที่แยกออกมาจาก ERP หลัก” ผศ. ดร. กานดา อธิบาย
Covid-19 ทำให้อุตสาหกรรมการเกษตร เช่น โรงงานด้านการเกษตร, โรงสีขาว ได้รับผลกระทบเยอะ กลุ่มเหล่านี้จะมีโอกาสได้ใช้เครื่องมือด้านโลจิสติกส์ หรือ เทคโนโลยีด้าน warehouse ที่ทันสมัย อย่างไรได้บ้าง
ผศ. ดร. กานดา เล่าว่า “ตอนนี้ทีมกำลังเน้นการพัฒนาสิ่งของ (object) ต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในบริษัทให้ฉลาดมากขึ้น เช่น ที่กำลังทำอยู่ คือ บริษัทผลิตก๊อกน้ำ เป็นบริษัทที่เป็นคลังสินค้าแบบดั้งเดิม และใช้คนเหมือนเดิม ดังนั้นเราพยายามพัฒนาของที่มีอยู่แล้วในคลังให้ฉลาดขึ้น เช่น ติดตั้ง RFID Track ที่ตัวแล็ก เพื่อให้มีการรับส่งข้อมูลกับ handlift หรือ stacker ที่เรานำ RFID Reader เข้าไปติดไว้ รวมถึงการติดตั้งตัว Loadcell ไว้ที่ตัว handlift เพื่อวัดน้ำหนักสินค้าเวลานำเข้าหรือออก เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีสินค้าจำนวนเท่าไหร่ โดยใช้น้ำหนักเป็นเกณฑ์ เหตุผลคือ เราไม่ได้ใช้ RFID Track ติดที่ตัวสินค้าทุกตัว หรือ ทุกกล่อง เพราะการติดทุกสินค้า จะเท่ากับต้นทุนระยะยาวที่บริษัทต้องจ่าย และสินค้าบางชนิดมีขนาดเล็ก ราคาไม่ได้แพงมาก ดังนั้น โซลูชันที่เสนอไปทั้งหมด เป็นโซลูชันที่ตอนสนองนโยบายขององค์กรเป็นหลัก และพฤติกรรมของคนปฏิบัติหน้างานจริง ซึ่งการลงทุนถูกกว่าซื้อ AS/RS หรือนำ robot เข้ามา”
ตัวอย่างบริษัทในประเทศไทย ที่มีการนำเทคโนโลยี smart warehouse ของศูนย์วิจับไปใช้แล้ว มีที่ไหนบ้าง
ผศ. ดร. กานดา อธิบายเพิ่มเติมว่า “ที่ยกตัวอย่างไป คือ บริษัท ATACO ที่เราเข้าไปร่วมพัฒนาเลย นำเสนอ โซลูชันเลย นอกนั้นก่อนหน้านี้เคยได้ทำห้องจ่ายยา ในลักษณะของการดีไซน์ ว่าควรจะต้องมีหุ่มยนต์อะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ สายพานลำเลียงควรเป็นยังไง ทั้งนี้ ก่อนที่เราจะนำเทคโนโลยีเข้าไปใส่ในบริษัทที่เราเข้าไปร่วมงานด้วย เราจะทำเรื่องของ workflow ก่อน ศึกษาพฤติกรรมการทำงานของพนักงานที่หน้างาน นำเสนอ LEAN Process เพื่อให้เหมาะสมกับการนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ ซึ่งค่อนข้างเหนื่อยและใช้เวลานานราว 6 เดือน เพราะความยากของการนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ คือการเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน สิ่งที่สำคัญคือจะเกิดแรงต้าน เช่น พนักงานคุ้นชินกับการทำงานอยู่แล้ว ทำไมถึงนำเทคโนโลยีอะไรเข้ามาเปลี่ยน”
หัวหน้าศูนย์วิจัยนวัตกรรมโลจิสติกส์ เสริมอีกว่า “เราเน้นเรื่องการนำไปใช้หน้างานได้จริง เราไม่อยากทำเป็นโซลูชันมาตรฐาน (standard solution) ที่คนหยิบเอาไป แล้วบังคับให้คนหน้างานทำอย่างที่เรากำหนดไว้ ซึ่งประสบความสำเร็จได้ยากมาก จึงต้องปรับเปลี่ยนค่อนข้างมาก ต้องศึกษา ทำความเข้าใจ วางแผน ออกแบบให้เหมาะสม”
วงการ warehouse (คลังสินค้า) ตอนนี้มีอะไรที่น่าอัปเดตบ้าง
“สิ่งที่เราสนใจมากๆ ตอนนี้ คือการทำ digital twin แต่ไม่แน่ใจว่ามันจะอนาคตอันใกล้แค่ไหน โดย digital twin คือ การโคลนนิ่ง physical things เช่น การโคลนนิ่ง warehouse ทั้งหลัง เป็น visual model เพื่อดูว่าตอนนี้เครื่องจักรกำลังทำงานอะไร คนทำงานอะไร เชื่อมต่อยังไง ตอนนี้เครื่องจักรกำลังจะ breakdown ไหม เราสามารถคาดการณ์ได้ก่อน พวกนี้จะเป็น digital twin ได้ ต้องเริ่มจาก IoT เริ่มจากการคุยกันให้ได้ก่อนระหว่างงสิ่งของ และสร้างเป็น simulation ขึ้นมา ใส่ software พัฒนาเรื่อง AI เข้าไป เพื่อให้มันพยากรณ์เรื่องบางเรื่องได้” ผศ. ดร. กานดา กล่าว
อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Digital Twin ในแวดวงโลจิสติกส์
“นึกถึงสมัยก่อน ก่อนจะเป็น digital twin เราใช้โปรแกรมในการทำ simulation ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นยุคของ computer based ซึ่งต้อง coding กันเยอะๆ หลังจากนั้นก็เริ่มมีแอปพลิเคชั่นให้เราทำ simulation ได้ ซึ่ง simulation ก็คือการทำจำลองสถานการณ์ว่า คลังเสินค้ามีกิจกรรม หรือ operation อะไรบ้าง เราใช้เวลาเท่าไหร่ คนกี่คน และมีการจำลองภาพขึ้นมา หรือ จำลองเป็น object ที่สามารถทำขึ้นมาได้ ซึ่งในมุมของโลจิสจิกส์ ที่ใช้กันบ่อยๆ จะเป็น software ที่ชื่อว่า Arena และระยะหลังๆ มี software ที่เรียกว่า FlexSim และ software ของซีเมนต์ ที่ชื่อว่า technomatic ซึ่ง software เหล่านี้สามารถ simulate การทำงานของเครื่องจักรก็ได้ โฟกัสไปที่เครื่องจักร 1 เครื่องก็ได้ หรือจำลองทั้ง warehouse ก็ได้ จำลองว่ามีคนวิ่งไปวิ่งมา จำลองภาพแบบนั้นได้เลย ทีนี้พอมาเป็น digital twin มีการนำข้อมูลจริง การทำงานจริง แบบเรียลไทม์ให้เราได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นใน operations ต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราสามารถทำ AI ผูกเข้าไปได้ เราก็สามารถทำ predictive maintenance ทำให้เรารู้ว่า material handing ตัวนี้ใช้มานานแล้ว กำลังจะเสียแล้ว จะต้องมีการบำรุงรักษา ตัว digital twin จะสามารถส่งสัญญาณมาให้เราได้ว่าตอนนี้เครื่องจักรมีปัญหา ต้องนำไปซ่อม มันจะมีการใช้ IoT คุยกันระหว่างเครื่องจักร กับเครื่องจักร (Factory/Industry 4.0)”
“ตอนนี้เรากำลัง track เส้นทางที่เราทำอยู่ น่าจะใกล้เคียง 5 ปี 10 ปี กับเทคโนโลยีทางด้านโลจิสจิกส์อยู่แล้ว เราเลือกเฉพาะตัวที่ Impact สูงๆ สังเกตได้จาก DHL เขาจะมี Radar Chart ขึ้นมา ว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโลจิสจิกส์อะไรบ้างที่น่าสนใจ และ high Impact อันดับแรกคือ เรื่องของ data analytics ซึ่งเราทำกันอยู่ ในระยะนี้ก็ยังมี IoT ซึ่งอยู่ในเทรนด์ที่เราทำอยู่ นอกจากนี้ก็มี API กับ Cloud ซึ่งมันจะผูกพ่วงไปกับ IoT อยู่แล้ว เพราะ IoT จะทำงานไม่ได้เลย ถ้าเราไม่มี API และ Cloud ในการรับ-ส่ง เก็บ และประมวลผลของข้อมูล ต่อจากนั้นก็มีเรื่อง robotics automation ต่อจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของ AI คือ IoT ที่เราทำตอนนี้ เป็นการเก็บ และรับส่งข้อมูล เป็นกระชังใหญ่ๆ แล้วพอข้อมูลพร้อม ตัว AI ก็สามารถช่วยในการวิเคราะห์ ทำข้อมูลให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ง่ายขึ้น”
สำหรับคนไทย จะเริ่มต้นใช้ประโยชน์จาก Digital Transformation ได้อย่างไร
“สิ่งแรก คือ เราเข้าใจว่าเวลาเห็นเทคโนโลยี เราก็อยากหยิบมาใช้ แต่ความสำคัญคือ เราอาจอยากใช้เทคโนโลยีแบบสูง advance แต่สิ่งที่ตามมาคือ ต้นทุน งบประมาณที่ลงทุนต้องสูงตาม ฉะนั้น ผู้ประกอบการที่อยากจะเอาเทคโนโลยีไปใช้ ต้องกลับมาดูองค์กรของเราก่อนว่า องค์กรของเรา lean รึยัง ทำให้ lean ก่อน เพื่อลดงบประมาณในการใช้เทคโนโลยี อันดับที่ 2 เราต้องมานั่งคิดว่า จุดไหนคือจุดที่เป็นคอขวด (bottleneck) เราไม่สามารถที่จะใส่เทคโนโลยีเข้าไปทุกจุดได้ เลือก process ที่เป็นคอขวด (bottleneck) เรื่องที่เป็น critical ขององค์กรในการใส่เทคโนโลยีเข้าไป คือ ต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้งบประมาณไม่สูงเกิน” ผศ. ดร. กานดา กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา : The Futurist Podcast EP 66
ฟังคลิปรายการ The Futurist แบบเต็มๆ : https://apple.co/3nOUqCd





ความคิดเห็น